พระราชทาน ยศ




อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙







สำนักบริการทางวิชาการและทดสอบประเมินผลหรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า “สวป.” ได้จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 โดยประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่ม 88 ตอนที่ 24 ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2514 โดยมีสถานที่ทำงานเริ่มแรกอยู่ที่ชั้นล่างของอาคารสำนักงานอธิการบดี (AD1) และย้ายมาอยู่อาคารชั้นเดียวด้านหน้าสระน้ำ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2514 ต่อมาได้งบประมาณก่อสร้างอาคารใหม่เป็นอาคาร 7 ชั้น จึงได้ย้ายที่ทำการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2521 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีพื้นที่อาคารประมาณ 1,089,075 ตารางเมตร


          สวป. เป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการทางวิชาการแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี ทุกคณะ และทุกชั้นปี นับตั้งแต่การรับสมัครนักศึกษาใหม่ (ปีการศึกษาละ 2 ครั้ง) ลงทะเบียนเรียน (ปีการศึกษาละ 5 ครั้ง) จัดตารางสอนให้กับคณาจารย์ จัดตารางเรียนให้กับนักศึกษา จัดตารางสอบและกรรมการคุมสอบ (ปีการศึกษาละ 5 ครั้ง แบ่งเป็นสอบไล่ 3 ครั้ง สอบซ่อม 2 ครั้ง) บริการและควบคุมทะเบียนประวัติให้กับนักศึกษา นอกจากนี้ ยังให้บริการหลักฐานที่เป็นหนังสือสำคัญ รวมทั้งออกใบรับรองผลสอบ และใบรับรองผลการศึกษา ใบรับรองผลสำเร็จการศึกษา รวมทั้งสถิติให้กับนักศึกษาและหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

          ปัจจุบัน สวป. ได้นำระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001:2015 มาใช้ในการบริหาร ปรับปรุง และพัฒนา เพื่อให้มีการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ อันจะยังประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัยและนักศึกษา ซึ่ง สวป. ได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการตามระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 : 2015 ซึ่งในการบริหารงานคุณภาพของ สวป. ได้กำหนดนโยบายคุณภาพ คือ มุ่งมั่นพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานด้านบริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง โดยบุคลากรคุณภาพของสำนักฯ เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ








          แม้ว่าการปฏิบัติงานในช่วงนั้นจะแบ่งเป็นฝ่ายต่าง ๆ แล้วก็จริง แต่ในลักษณะการทำงานยังร่วมแรงร่วมใจกันทำอยู่ เมื่อจำนวนนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น ปริมาณงานก็มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น สวป. จึงได้รับงบประมาณให้ก่อสร้างอาคารใหม่อีก 1 หลัง เป็นอาคาร 7 ชั้น และทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันจันทร์ ที่ 3 มกราคม 2520 เวลา12.20 น. โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์ และได้ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2522 จึงได้ย้ายจากอาคารชั้นเดียวมาปฏิบัติงานที่อาคาร 7 ชั้น ยกเว้นฝ่ายคอมพิวเตอร์บางส่วนยังคงใช้อาคารชั้นเดียวหลังเดิมอยู่







วันที่ 4 มกราคม 2566 ที่ห้องประชุมเทพบุญเติม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้มอบนโยบายด้านการศึกษา ให้กับหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเลยทุกสังกัด เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัดเลย โดยมี นายบุญเติม เรณุมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายเฉลิมชัย แสนมหาชัย ศึกษาธิการจังหวัดเลย นายกัมปนาท ศรีเชื้อ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 คณะผู้บริหารจากสถาบันการศึกษา เข้าร่วมรับมอบโยบาย

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมประชุมว่า การพบปะหน่วยงานทางการศึกษาในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการกำหนดทิศทางการจัดการศึกษา ซึ่งทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ ทั้งนี้ต้องการให้ทุกหน่วยงานทางการศึกษาประสานการจัดทำแผนการศึกษาของจังหวัดร่วมกัน ให้ความสำคัญในเรื่องของโครงการอาหารกลางวัน, การส่งเสริมการอ่านปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน, สถานศึกษาปลอดภัย, โครงการพาน้องกลับมาเรียน, การแก้ไขปัญหายาเสพติด,การแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมส์และสื่อออนไลน์, การสร้าง Mind Set ให้กับเด็ก มุ่งเน้นให้เป็นเด็กดี มีคุณธรรม และเป็นเด็กเก่ง ทำให้เด็กนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน สังคมจึงจะมีความสงบสุข, ส่งเสริมสร้างการเรียนรู้ในเรื่องของประวัติศาสตร์ สถาบันพระมหากษัตริย์ และการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของ อาหารกลางวัน และอาหารเสริมนม ซึ่งต้องมีการประสานงานร่วมมือกันทำงาน ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของจังหวัดเลย สู่เป้าหมายเดียวกัน คือ เด็ก เยาวชน ของจังหวัดเลย เป็นคนดี มีคุณธรรม เป็นคนเก่ง และมีอาชีพที่ช่วยเหลือตัวเองได้

นายกัมปนาท ศรีเชื้อ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการศึกษาได้พบปะรับฟังนโยบายในด้านการศึกษาจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นการสร้างเครือข่ายในการทำงานร่วมกันต่อไป















ในปี พ.ศ. 2503 ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2503 แบ่งส่วนราชการของกรมตำรวจเป็นราชการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยกองบัญชาการตำรวจภูธร มีกองบังคับการตำรวจภูธรเขตประจำเขต จำนวน 9 เขต ซึ่งกองบังคับการตำรวจภูธรเขต 1 มีที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการใหม่ โดยในส่วนของกองบัญชาการตำรวจภูธรยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง และใน พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 130 แบ่งส่วนราชการภายในของกองบัญชาการตำรวจภูธรใหม่

ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการแบ่งส่วนราชการของกรมตำรวจใหม่ กำหนดให้กองบัญชาการตำรวจภูธรมี 4 กองบัญชาการ และแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ทั้งหมด โดยกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีเขตอำนาจในการรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็น 24 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม โดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 45 ได้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2519 และแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ ประกอบไปด้วย กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธร กองบังคับการตำรวจภูธร 3 กองบังคับการ และกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ซึ่งกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 1 ได้แบ่งส่วนการรับผิดชอบ 3 กองบังคับการ ประกอบไปด้วย หนังสือคำสั่ง












ในปี พ.ศ. 2503 ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2503 แบ่งส่วนราชการของกรมตำรวจเป็นราชการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยกองบัญชาการตำรวจภูธร มีกองบังคับการตำรวจภูธรเขตประจำเขต จำนวน 9 เขต ซึ่งกองบังคับการตำรวจภูธรเขต 1 มีที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการใหม่ โดยในส่วนของกองบัญชาการตำรวจภูธรยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง และใน พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 130 แบ่งส่วนราชการภายในของกองบัญชาการตำรวจภูธรใหม่

ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการแบ่งส่วนราชการของกรมตำรวจใหม่ กำหนดให้กองบัญชาการตำรวจภูธรมี 4 กองบัญชาการ และแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ทั้งหมด โดยกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีเขตอำนาจในการรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็น 24 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม โดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 45 ได้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2519 และแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ ประกอบไปด้วย กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธร กองบังคับการตำรวจภูธร 3 กองบังคับการ และกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ซึ่งกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 1 ได้แบ่งส่วนการรับผิดชอบ 3 กองบังคับการ ประกอบไป เซ็นแล้ว










ในปี พ.ศ. 2503 ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2503 แบ่งส่วนราชการของกรมตำรวจเป็นราชการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยกองบัญชาการตำรวจภูธร มีกองบังคับการตำรวจภูธรเขตประจำเขต จำนวน 9 เขต ซึ่งกองบังคับการตำรวจภูธรเขต 1 มีที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับผิดชอบในพื้





















ในปี พ.ศ. 2503 ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2503 แบ่งส่วนราชการของกรมตำรวจเป็นราชการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยกองบัญชาการตำรวจภูธร มีกองบังคับการตำรวจภูธรเขตประจำเขต จำนวน 9 เขต ซึ่งกองบังคับการตำรวจภูธรเขต 1 มีที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการใหม่ โดยในส่วนของกองบัญชาการตำรวจภูธรยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง และใน พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 130 แบ่งส่วนราชการภายในของกองบัญชาการตำรวจภูธรใหม่

ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการแบ่งส่วนราชการของกรมตำรวจใหม่ กำหนดให้กองบัญชาการตำรวจภูธรมี 4 กองบัญชาการ และแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ทั้งหมด โดยกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีเขตอำนาจในการรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็น 24 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม โดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 45 ได้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2519 และแบ่งส่วนราชการภายในใหม่ ประกอบไปด้วย กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธร กองบังคับการตำรวจภูธร 3 กองบังคับการ และกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ซึ่งกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 1 ได้แบ่งส่วนการรับผิดชอบ 3 กองบังคับการ ปรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ






































ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตำรวจภูธรจังหวัดเลย นอกเครื่องแบบ 2568

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด 2568